หากจะเปรียบความรัก กับ การทำงาน
ช่วงแรกๆ3เดือนของความรักและการทำงานก็เหมือน….โปรโมชั่น
ผ่านไปครึ่งปี…บางคนก็รู้สึกดีกับที่ทำงานใหม่ กับ ความรักที่ก่อตัวขึ้น
บ้าง…………….ก็รู้สึกไม่เข้าที
ชักจะยังไงยังไงอยู่ เอ๊า ลองดูสักตั้ง!
ไปๆมาๆ ผ่านไป1ปีกับที่ทำงาน…รู้สึกอยู่ตัว
เห็นข้อดี-เสียของเพื่อนร่วมงานและคนรัก ส่วนไหนที่รับกันได้ก็รับกันไป
หัวข้อไหนที่ควรเลี่ยง ก็เลี่ยงมันซะ
เวลาผ่านไปรวดเร็ว…เข้าสู่ปีที่2-3 รู้สึกสบายตัว
เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ รู้สไตล์การทำงานของแต่ละคน ยอมรับได้ว่าใครเป็นยังไง
แต่…
กับความรักนี่สิ?ยังไง?
ความผูกพัน??
ความเชื่อใจ??
ความไว้ใจ??
คุยรู้เรื่อง?? หรือ ไม่ยอมคุยให้รู้เรื่องแต่ทีแรก??
อะไร?ที่ทำให้ความรักของคนสองคนเติบโตมาจนถึงป่านนี้??
อืมมมนั่นสินะ….
ไอ้ช่วงโปรโมชั่น อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่ใช่! หรือไม่จริ๊งงง!
ผ่านไปครึ่งปีไม่ใครก็ใครก็คงคิดเหมือนกับเรา
จวบจนหนึ่งปีหลายคนเริ่มหันกลับมามองตัวเองแล้วว่า
“อัตตา” หรือ“ตัวกรู”อยู่ส่วนไหนของอีกฝ่าย
…สรุป
กรู”รัก” หรือ “แค่ชอบ” ในรูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่าย
…สรุป
กรู”รับได้” หรือ “ทำใจรับได้” กับตัวตนของอีกฝ่าย
…สรุป
กรูจะ”คบ” หรือ “ลองคบ” ไปอีกดี??
…สรุป “กรู”
จะทำยังไงกับตัว”กรู”ดี??
・
・
สำหรับตัวเรา…
ไอ้คำที่คนที่เค้าชอบบบบเหลือเกินนนนคำว่า…สเปค หน่ะ
ใคร?เป็นคนกำหนดไว้ไม่ทราบ?
ไอ้ที่เคยกะเกณฑ์เอาไว้หน่ะ เคยได้กับมันมั๊ย….ไม่เค้ยยยย
ง่ายๆหากจะเชื่อมเข้ากับเรื่องงานแล้ว ที่เคยพูดว่า ชั้นจบมาชั้นจะทำงานบริษัทใหญ่โต
มีสวัสดิการนู้นนี่ แต่แท้จริงแล้ว…เป็นไง?? ไม่บอกก็รู้(ฮา)
เหมือนกัน…กับความรัก…
สเปคที่เคยกำหนดไว้
เห็นเพื่อนๆมีผัว-มีเมีย ไม่เคยจะเห็นได้เหมือนที่เคยลั่นวาจาไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแตก
ผัว-เมียที่อยู่กินกันทุกวัน…บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
“เค้ารับตัวตนของกรูได้” หรือหากจะพูดเป็นภาษาสมัยพ่อขุนรามก็คือ
“มันรู้สันดานของกรู” “กรูไม่พูดมันก็เข้าใจว่ากรูต้องการอะไร”
・
・
・
・
ในความคิดของเราคำว่า
“สเปค” เป็นคำหรือสิ่งซึ่งตัวเราเองอุปโลกน์มันขึ้นมา คนเราจะรักกันมันไม่ใช่แค่
“ดูดี…สวย…นมใหญ่…ขาสวย…ปากอิ่มเอิบ”…หรืออะไรก็ตามที
สำหรับเรา…มันอยู่ที่ว่า
เรา(ทั้งสองคน)มองเห็นข้อดี-ข้อเสียของกันและกันมาก-น้อยแค่ไหน และ
ยอมรับมันได้มั๊ย เท่านั้นเอง!!
・
・
・
ส่วนตัวเรา…เปรียบ”ข้อเสีย”ของอีกฝ่ายเป็นเหมือน”ก้อนกรวด”
ที่อยู่บนถนน
(ลองจินตนาการตามนะ)
มีถนนอยู่สายนึงที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ขนาบ สองข้างทางมีดอกไม้ปลูกอยู่ตามทาง(จะสีอะไรไปคิดกันเอาเอง)
…คุณเดินเท้าเปล่าอยู่บนถนนเส้นนั้น
…ตามทางมีก้อนกรวดโรยอยู่เป็นระยะๆ
…คุณจะเดินไปเหยียบมันมั๊ย??
……..เช่นเดียวกัน……..
กับข้อเสียของอีกฝ่าย
คือ ก้อนกรวดเหล่านั้น หากคุณมองข้ามมันไป
หากคุณไม่ไปเหยียบมัน……..คุณก็จะไม่เจ็บเท้า
หากคุณมองเห็นและข้ามมันไป…….คุณก็จะไม่โดนก้อนกรวดตำเท้าเอา
ถนนสายที่สวยงาม….ก็ยังจะสวยงามสำหรับคุณต่อไปตราบนานเท่านาน
………ในทางกลับกัน………
หากคุณมองเห็น
และคุณพยายามมองก้อนกรวดเหล่านั้นให้เป็นอิฐศิลาแลง
ใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นตามระยะที่คุณเดิน
….คุณก็จะมองว่า
คุณควรจะเปลี่ยนเส้นทางเดินไปเดินถนนสายอื่นที่มีก้อนกรวดที่เล็กกว่า
คุณพร้อมที่จะเสี่ยงกับถนนอีกสายนึง
・
・
・
ทั้งนี้ทั้งนั้น
・
・
・
หากคุณมองในแบบเดิม….แบบที่คุณเคยมอง…คุณก็จะเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะเหนื่อย
….เลิก….เดินในเส้นทางที่คุณ”เลือก”
และ
คุณก็จะหันกลับมามองเส้นทางที่คุณ”เลือก”ไป
….เมื่อนั้น….
คุณก็จะพบว่า เส้นทางแต่ละสายมันก็มีก้อนกรวดเช่นเดียวกัน
ขึ้นอยู่กับว่า…คุณจะมองก้อนกรวดเหล่านั้น
เล็กหรือใหญ่เพียงไร
…และ เมื่อนั้น…
ถนนที่คุณเคยเปลี่ยน เคยหลีกเลี่ยง เพียงเพราะ
“ความกลัว” ที่จะไปเหยียบซ้ำรอยเดิม
หรือ
“ฝังใจ” ว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้นมันจะตามหลอกหลอนคุณ
หรือ
“ไม่มั่นใจ”เพียงเพราะเพื่อนที่คอยชักจูงคุณให้ไปเดินทางอื่น
คอยกำกับทิศทางให้คุณเดิน มันก็จะกลับมาอีหรอบเดิม
คุณก็จะต้องมาตั้งต้นใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง ไปเรื่อยๆๆๆ
・
・
・
・
เฉกเช่น…ฝุ่นผงที่อยู่ในตา…
หากคุณไม่เขี่ยมันออกไป มันก็จะคงยังอยู่ที่เดิม
อาจแค่สลับทิศทางไปบ้าง
เมื่อคุณขยี้ตา ผงนั้นก็จะฝังเข้าไปลึกลงลึกลงทุกที
จนคุณหาทางที่จะเอาผงนั้นออก เมื่อนั้นคุณก็จะเจ็บและเข็ดหลาบ
・
แพทเทิร์นเดียวกับการทำงาน
หากคุณไม่พยายามหาจุดด้อยหรือเหตุที่ทำให้มันเกิดตั้งแต่ครั้งแรก ก็จะมีครั้งที่สอง
ครั้งที่สามตามมา
หากย้อนจากปัจจุบันไปสู่อดีต
ผลทั้งหลายทั้งปวงที่ตามมาต้นเหตุมันมักจะเกิดเพราะตัวคุณเองกับ…นายห่วยแตก…ระบบบ้าบออะไรไม่รู้…หรืออะไรก็แล้วแต่
ในเมื่อคุณทราบถึงปัญหาที่จะตามมา
แต่คุณไม่พยายามแก้มันตั้งแต่แรกที่เจอปัญหา
มันก็จะจบที่อีหรอบเดิมอยู่ร่ำไป
・
・
・
ไม่ว่าใครในแว๊บแรกของกมลความคิดก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองก่อน
・
・
・
ลองใช้เวลาสัก 10 นาทีต่อวัน
ในการไตร่ตรอง ใช้ความคิด เอาตัวเองออกมาจากตัว เสมือนมองตัวเองจากที่ที่นึง
ไม่เข้าข้างตัวเอง สิ่งไหนที่ทำดีอยู่แล้วก็จงทำต่อไป สิ่งไหนที่ทำแล้วรู้สึกไม่ดีกับการกระทำของตัวและส่งผลต่อผู้อื่น หากวันรุ่งขึ้นสามารถกล่าวคำขอโทษได้—ก็จงทำ
หากทำไม่ได้ก็จงประพฤติตัวปฏิบัติตัวกับคนอื่นๆให้ดี—พยายามอย่าซ้ำรอยเดิม
เมื่อรู้ว่าผิดก็ขอโทษจากใจไม่เสแสร้ง
・
คำพูดว่า “ขอโทษ”จากใจจริงเพียงคำเดียว
สามารถเปลี่ยนอะไรๆหลายอย่างได้
・
・
・
เพราะคำว่า “ขอโทษ” เป็นจุดเริ่มของคำว่า “ขอบคุณ”